The Art Of Trading - 📚สรุปเนื้อหาบทที่ 3: ศิลปะแห่งการปั้นพอร์ต

The Art Of Trading ศิลปะเก็งกำไร

TRADE FOREX ให้เหมือนทำธุรกิจTHE ART OF TRADING

5/16/20241 min read

📚สรุปเนื้อหาบทที่ 3: ศิลปะแห่งการปั้นพอร์ต

ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืนแบบมืออาชีพ โดยมีรายละเอียดที่เข้าใจง่ายดังนี้ครับ

1. จุดเริ่มต้น: เป้าหมายชัดเจนคือชัยชนะ
◾"หลักๆก่อนอื่นจะวางแผนหรือเทรด เราต้องรู้ก่อนว่า เป้าหมายของพอร์ตลงทุนนี้ เรามีเป้าหมายอะไร" การปั้นพอร์ตไม่ใช่แค่การเทรดให้ได้กำไรมากที่สุดในระบบเดียว แต่คือการวางโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้ เช่น การสร้างทุนการศึกษาให้ลูก หรือการสร้างรายได้เสริม

2. นิยามพอร์ตลงทุน 2 รูปแบบหลัก
◾ในบทความนี้จะนิยามพอร์ตลงทุนให้เข้าใจง่ายใน 2 รูปแบบ เพื่อแยกหน้าที่ของเงินให้ชัดเจน คือ:

1. พอร์ตหลัก (Main Port): มีหน้าที่หลักคือการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) และกำไรอย่างสม่ำเสมอ การบริหารพอร์ตนี้จะใช้ความเสี่ยงที่ต่ำมาก (Low Leverage เช่น 1:1 หรือ 1:2) คีย์สำคัญคือ "กำไรน้อยไม่เป็นไร แต่เงินทุนต้องไม่หาย" พอร์ตนี้เปรียบเสมือน "ฐานเสบียง" ที่จะคอยส่งกำไรไปให้เราใช้ต่อยอด

2. พอร์ตรอง (Sub Port): คือการนำกำไรที่ได้จากพอร์ตหลัก แยกออกมาเพื่อจัดสัดส่วนเพื่อเอาไปต่อยอดเทรดในความเสี่ยงที่สูง (High Leverage) เพื่อเร่งอัตราผลตอบแทน ข้อดีคือ ถ้าขาดทุนเงินจะหายแค่ในส่วนของพอร์ตรองเท่านั้น จะไม่กระทบถึงเงินต้นในพอร์ตหลักเลยแม้แต่น้อย

3. โมเดลการ "เติมกระสุน" (The Art of Compounding)
◾ศิลปะที่สำคัญในบทนี้คือกระบวนการบริหารจัดการกำไร:
การโยกย้ายเงิน: เมื่อพอร์ตหลักทำกำไรได้ เราจะไม่แช่เงินไว้ที่เดิม แต่จะโยกกำไรนั้นออกมาเพื่อป้องกันความเสียหายต่อพอร์ตหลักหากเกิดความผิดพลาดในพอร์ตรอง
การแบ่งกระสุน: สมมติได้กำไรจากพอร์ตหลักมา 2,000 USD เราอาจแบ่งเป็นพอร์ตรองย่อยๆ 4 พอร์ต พอร์ตละ 500 USD เพื่อนำไปเทรดแบบกล้าได้กล้าเสีย (Aggressive)
ระบบพอร์ตไม่พัง: หากพอร์ตรอง 500 USD นี้ขาดทุนจนหมด พอร์ตหลักของคุณก็ยังคงปลอดภัยและทำหน้าที่สร้างกำไรก้อนใหม่มาให้เป็น "กระสุน" นัดต่อไปได้เรื่อยๆ
การต่อยอดกำไร: หากพอร์ตรองนัดไหนชนะและได้กำไรก้อนใหญ่ (เช่น 500 กลายเป็น 2,000) เราสามารถย่อยกำไรนั้นมาเป็นกระสุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อปั้นพอร์ตให้โตแบบก้าวกระโดดต่อไปได้

🖼️4.ตัวอย่างเรื่อง: "กองทัพเสบียง และ หน่วยกล้าตาย"
สมมติว่าคุณเป็นแม่ทัพที่มีทหาร (เงินทุน) อยู่ 12,000 นาย

1.การจัดตั้ง "ฐานทัพหลัก" (พอร์ตหลัก): คุณแบ่งทหาร 10,000 นาย ไว้ที่ฐานทัพที่ปลอดภัยที่สุด (พอร์ตหลัก) หน้าที่ของทหารกลุ่มนี้ไม่ใช่การบุกไปตายในสมรภูมิที่เสี่ยงภัย แต่คือการ "ทำนาและหาเสบียง" อย่างใจเย็น

◾วิธีการ: ใช้กลยุทธ์ที่เสี่ยงต่ำมาก (Low Leverage 1:1) เพื่อให้มั่นใจว่าทหาร 10,000 นายนี้จะไม่หายไปไหนแน่นอน
◾ผลลัพธ์: เมื่อเวลาผ่านไป ทหารกลุ่มนี้ผลิตเสบียง (กำไร) ออกมาได้ 2,000 หน่วย

2.การส่ง "หน่วยกล้าตาย" ออกไปทำภารกิจ (พอร์ตรอง): แทนที่คุณจะเอาทหาร 10,000 นายแรกออกไปรบในที่เสี่ยง คุณเลือกที่จะเก็บพวกเขาไว้ที่ฐานเดิม แล้วเอา "เสบียง 2,000 หน่วย" ที่เพิ่งหามาได้ มาเปลี่ยนเป็นทหารหน่วยใหม่แทน

◾การแบ่งทีม: คุณแบ่งเสบียง 2,000 หน่วย ออกเป็น 4 ทีม ทีมละ 500 หน่วย (เรียกว่าหน่วยกล้าตาย หรือ Sub Port)
◾ภารกิจเสี่ยงตาย: คุณส่งทหารทีมละ 500 นายนี้ ออกไปบุกในสมรภูมิที่อันตรายมากแต่ให้ผลตอบแทนสูง (High Leverage)

3. สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้:

◾ถ้าหน่วยกล้าตายแพ้ (พอร์ตแตก): คุณเสียทหารไป 500 นาย แต่ "ฐานทัพหลัก" ของคุณที่มีทหาร 10,000 นาย ยังคงอยู่ครบและปลอดภัย 100%, แถมฐานทัพหลักยังคงทำหน้าที่หาเสบียงก้อนใหม่มาสร้างหน่วยกล้าตายทีมต่อไปได้เรื่อยๆ
◾ถ้าหน่วยกล้าตายชนะใหญ่: หากทหาร 500 นายนั้นไปชิงสมบัติกลับมาได้ถึง 2,000 หน่วย (กำไรหลายเท่า) คุณก็จะรวยขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่เคยเอาเงินต้น (ทหาร 10,000 นายแรก) ไปเสี่ยงเลยแม้แต่นาทีเดียว

🔑สรุปใจความสำคัญ (Key Takeaway)

◾การปั้นพอร์ตตามแนวทางนี้ช่วยลดความกดดันทางจิตวิทยา เพราะคุณไม่ได้เอาเงินต้นทั้งหมดไปเสี่ยง. พอร์ตหลักจะเน้นความปลอดภัยสูงสุดโดยใช้ Leverage ต่ำและเลือกสินทรัพย์ที่มีมูลค่า. ส่วนพอร์ตรองจะเป็นที่สำหรับแสดงฝีมือและการใช้ Leverage สูงเพื่อสร้างผลตอบแทนมหาศาลจากกำไรที่หามาได้.

🏷️จำไว้ว่า: การเป็นนักปั้นพอร์ตที่ดี คือการเป็นผู้จัดการเงินที่มีวินัย แยกแยะหน้าที่ของพอร์ตหลักและพอร์ตรองให้เด็ดขาด เพื่อให้ธุรกิจการเทรดของคุณเติบโตได้อย่างไม่มีวันล้มละลายครับ

________________________________________________