The Art Of Trading - 📚สรุปเนื้อหาบทที่ 2: โฟกัสที่พอร์ตลงทุนไม่ใช่ระบบ

The Art Of Trading ศิลปะเก็งกำไร

TRADE FOREX ให้เหมือนทำธุรกิจTHE ART OF TRADING

5/15/20241 min read

📚สรุปเนื้อหาบทที่ 2: โฟกัสที่พอร์ตลงทุนไม่ใช่ระบบ

  • บทนี้สอนให้เรารู้ว่า การเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มกับของสิ่งเดียวคือความเสี่ยงที่สุด เรามาลองเปลี่ยนมุมมองจาก "นักเทรด" เป็น "เจ้าของร้านขายของ" กันครับ

    1. พ่อค้ามือใหม่ vs เถ้าแก่มือโปร

    สมมติว่าคุณเก็บเงินค่าขนมมาได้ก้อนหนึ่ง แล้วอยากเปิดร้านขายของ

    • พ่อค้ามือใหม่ (เล่นท่าเดียว): เห็นเพื่อนขาย "อาร์ตทอย (Art Toy)" แล้วรวย ก็เลยเอาเงินเก็บ ทั้งหมด ไปซื้ออาร์ตทอยมาสต็อกเต็มห้อง

      • ความเสี่ยง: ถ้าวันรุ่งขึ้นเทรนด์เปลี่ยน คนเลิกฮิตอาร์ตทอย เงินทั้งหมดคุณจะจมทันที ขายไม่ออก ทุนหายกำไรหด

    • เถ้าแก่มือโปร (จัดพอร์ต): เขาจะไม่ขายแค่อาร์ตทอย แต่เขาจะแบ่งเงินไปซื้อของอย่างอื่นด้วย เช่น "น้ำเปล่า" หรือ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ที่คนต้องกินต้องใช้ทุกวัน เพื่อกระจายความเสี่ยง

    2. กฎเหล็ก: ของซิ่งให้สต็อกน้อย ของชัวร์ให้สต็อกเยอะ

    หลักการเทรดแบบมืออาชีพก็เหมือนการ "สต็อกของ" ครับ เราต้องดูว่าของชิ้นนั้นมีความเสี่ยงจะ "ขายไม่ออก" หรือ "ขาดทุน" มากแค่ไหน

    • ของกระแสแรง (เสี่ยงสูง/กำไรเยอะ): เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น, อาร์ตทอย → ให้เอาเงินไปซื้อมาขายนิดเดียวพอ เพราะถ้าพลาดจะได้ไม่เจ็บตัวหนัก

    • ของปัจจัยสี่ (เสี่ยงต่ำ/กำไรน้อย): เช่น สบู่, ยาสีฟัน, ข้าวสาร → ให้เอาเงินก้อนใหญ่ไปลงตรงนี้ เพราะขายได้เรื่อยๆ เงินต้นไม่หายแน่นอน

    3.วิธีการจัดพอร์ตแบบมืออาชีพ (ตัวอย่างเข้าใจง่าย)

    สมมติคุณมีเงิน 10,000 บาท และมี 2 กลยุทธ์:

    ◾กลยุทธ์ A (สายซิ่ง): กำไร 70% แต่เคยขาดทุนหนักสุด (Max DD) 50%

    ◾กลยุทธ์ B (สายชิลล์): กำไร 40% แต่เคยขาดทุนหนักสุด (Max DD) 30%

    วิธีแบ่งเงิน: ให้แบ่งสัดส่วนเงินในระบบที่เสี่ยงสูง (A) เท่ากับค่าความเสี่ยงของระบบที่เสี่ยงต่ำ (B) เช่น

    • ลงเงินใน กลยุทธ์ A แค่ 30% (3,000 บาท)

    • ลงเงินใน กลยุทธ์ B ถึง 70% (7,000 บาท)

    4. ตัวอย่าง: จัดร้านยังไงไม่ให้เจ๊ง (ฉบับเข้าใจง่าย)

    สมมติคุณมีทุน 10,000 บาท และเลือกสินค้ามาจากข้อที่แล้ว 2 อย่างครับ:

    1. กล่องสุ่มอาร์ตทอย (ของซิ่ง/เสี่ยงสูง): กำไรต่อชิ้นเยอะมาก แต่ถ้าหมดกระแสปุ๊บ ราคาอาจร่วงทันที 50% (มีความเสี่ยงจะขาดทุนครึ่งต่อครึ่ง)

    2. ยาสีฟันแพ็คคู่ (ของชัวร์/เสี่ยงต่ำ): กำไรต่อชิ้นน้อย แต่คนต้องแปรงฟันทุกวัน ราคานิ่งมาก เต็มที่ราคาแกว่งแค่ 10%

    วิธีแบ่งเงิน (สูตรสลับขั้ว): อย่าโลภไปลงอาร์ตทอยเยอะเพราะเห็นว่ากำลังฮิต ให้ดูที่ "ความเสี่ยง" เป็นหลักครับ

    • อาร์ตทอย มันเสี่ยงหนักมาก (โอกาสเจ็บตัวสูง) ดังนั้น "ลงเงินให้น้อยที่สุด" (สมมติลงแค่ 2,000 บาท)

    • ยาสีฟัน มันเสี่ยงน้อยมาก (ปลอดภัยสูง) ดังนั้น "ลงเงินก้อนใหญ่ไว้ที่นี่" (สมมติลงไป 8,000 บาท)

    5. ผลลัพธ์: ร้านที่ไม่มีวันเจ๊ง

    เมื่อคุณจัดร้านแบบ "หนักไปทางของใช้ เบาไปทางของเล่น" แบบนี้ อะไรจะเกิดขึ้น?

    • ถ้าอาร์ตทอยเลิกฮิต (สถานการณ์แย่): คุณจะขาดทุนแค่จากเงินส่วนน้อย (ก้อน 2,000 บาท) แต่เงินทุนก้อนใหญ่ 8,000 บาทของคุณยังปลอดภัยดี และยังหมุนเวียนได้เรื่อยๆ จากยอดขายยาสีฟัน ร้านคุณก็จะไม่เจ๊งครับ

    • ถ้าขายดีทั้งคู่ (สถานการณ์ดี): คุณจะได้กำไรก้อนโตจากอาร์ตทอยมาเป็นค่าขนมพิเศษ และยังมีรายได้สม่ำเสมอจากยาสีฟันมาเป็นค่าน้ำค่าไฟ พอร์ตเงินของคุณก็จะโตวันโตคืนอย่างมั่นคงครับ

________________________________

🔑 Key Takeaway: สรุปหัวใจสำคัญ

  • อย่าเทหมดหน้าตัก: อย่าเอาเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อ "ลอตเตอรี่" หรือ "ของตามกระแส" เพียงอย่างเดียว

  • ดูความเสี่ยงก่อน: ก่อนจะลงเงินกับอะไร ให้ถามก่อนว่า "ถ้ามันพัง ฉันจะเสียเงินเท่าไหร่"

  • แบ่งเงินให้เป็น: ถ้าอันไหนหวาดเสียวให้ลงเงินน้อยๆ อันไหนน่าเบื่อแต่ชัวร์ให้ลงเงินเยอะๆ... เพียงเท่านี้ พอร์ตการลงทุน (หรือร้านค้าของคุณ) ก็จะอยู่รอดปลอดภัยไปตลอดครับ