EP.3: Grid Trading - ส่วนประกอบของ "ตาข่าย" (Parameters) หรือ "ตาราง"

TEDDY INVESTORGRID TRADING

1/3/20261 min read

มาลุยกันต่อที่ EP.3 ครับ! ตอนนี้เรามี "Mindset พ่อค้า" แล้ว (EP.1) และเราเลือก "ชนิดของบันได" เป็นแล้ว (EP.2)

ทีนี้ก็ได้เวลา "ลงมือสร้างร้าน" จริงๆ แล้วครับ เวลาเราจะทำ Grid หรือตั้งค่าใน Excel เราต้องกรอกตัวเลขหลายช่องมาก มือใหม่เปิดมาเห็นอาจจะตาลาย "เอ๊ะ! ช่องนี้คืออะไร? ต้องใส่เลขเท่าไหร่?

________________________________

EP.3: ส่วนประกอบของ "ตาข่าย" (Parameters)

การตั้งค่า Grid ก็เหมือนการ "ออกแบบชั้นวางสินค้า" ในร้านของเราครับ ถ้าเราวางชั้นวางของ "ถี่เกินไป" ลูกค้าก็เดินลำบาก (เปลืองค่าธรรมเนียม) ถ้าเราวาง "ห่างเกินไป" ของก็มีน้อย (รอนานกว่าจะแมทช์)

เรามาดู 3 องค์ประกอบหลักที่ต้องกำหนดกันครับ

________________________________

🔑สรุปสูตร: วิธีตั้งค่าแบบ Step-by-Step

เวลาจะตั้งบอท ให้คิดตามลำดับ 1-2-3 นี้ครับ:

  1. ดูสนาม (Range): เปิดกราฟ ดู High/Low เก่า แล้วเผื่อระยะออกไปอีกนิดหน่อย เพื่อกำหนด Upper/Lower Limit

  2. ดูงบ (Budget): มีเงินเท่าไหร่? ถ้าเงินน้อย แต่อยากวางกรอบกว้างๆ ให้ลด Volume (ขนาด Lot) ลงให้เล็กที่สุด

  3. ดูความถี่ (Quantity): ลองใส่จำนวนไม้เข้าไป แล้วดูว่าระบบคำนวณ Profit per Grid ออกมาเท่าไหร่?

    • ถ้ากำไรน้อยกว่า 0.3% - 0.5% (หรือน้อยกว่าค่า Spread) -> ให้ลดจำนวนไม้ลง (ทำให้ห่างขึ้น) ไม่งั้นขาดทุนค่าธรรมเนียม

________________________________

1. ขอบเขตราคา (Price Range: Upper & Lower Limit) 🏠

คือ: พื้นและเพดานของร้านเรา

นี่คือสิ่งแรกที่ต้องทำครับ คือการกางอาณาเขตว่า "เราจะเล่นแค่นี้ เกินนี้เราไม่เล่น"

  • Lower Limit (พื้นร้าน/ราคาต่ำสุด): จุดที่เราคิดว่า "ถูกสุดๆ แล้ว ไม่น่าจะลงต่ำกว่านี้" เราจะตั้งป้อมรับซื้อ (Buy) จนถึงเส้นนี้

  • Upper Limit (เพดานร้าน/ราคาสูงสุด): จุดที่เราคิดว่า "แพงสุดๆ แล้ว" เราจะตั้งป้อมขาย (Sell) จนถึงเส้นนี้

🐻 วิธีคิดสำหรับมือใหม่: ให้เปิดกราฟ Timeframe ใหญ่ (Day หรือ Week) แล้วมองหา "ยอดดอยเดิม" และ "ก้นเหวเดิม"

  • ถ้าตั้งแคบ: เงินหมุนไว กำไรดีในช่วงสั้นๆ แต่เสี่ยงหลุดกรอบง่าย (ต้องมาแก้บ่อย)

  • ถ้าตั้งกว้าง: ปลอดภัย นอนหลับสบาย แต่กำไรต่อวันอาจจะน้อยหน่อย (เพราะเงินจมไปกับการรอโซนไกลๆ)

2. จำนวนเส้น (Grid Quantity) 🛒

คือ: จำนวนชั้นวางของ

สมมติเราได้กรอบราคาแล้ว (เช่น 1,900 - 2,000) คำถามคือ... เราจะซอยย่อยกี่ไม้?

  • Grid Quantity: คือจำนวนเส้นที่เราจะขีดลงไปในกรอบนั้น เช่น 10 ไม้, 50 ไม้, หรือ 100 ไม้

  • Grid Step (ระยะห่าง): ค่านี้จะคำนวณอัตโนมัติตามจำนวนเส้น ยิ่งเส้นเยอะ ระยะห่างยิ่งน้อย

⚔️ ศึกแห่งสายเลือด: ถี่ vs ห่าง

3. เงินลงทุนต่อไม้ (Investment / Volume per Grid) 💰

คือ: ขนาดของสินค้าในแต่ละชั้น

เราจะซื้อทีละเท่าไหร่? ทีละ $1? หรือทีละ $100? ค่านี้สำคัญมาก เพราะมันจะกำหนด "หน้าตักรวม (Total Investment)" ที่คุณต้องใช้

🐻 วิธีคิดแบบปลอดภัย (Safety First):

  • อย่าใส่เงินหมดหน้าตักในไม้เดียว!

  • ระบบ Grid คือการ "กระจายเงิน" สมมติมีเงิน $1,000 และจะวาง 100 ไม้

  • แปลว่าแต่ละไม้ คุณใช้เงินได้แค่ $10 เท่านั้น ($1,000 / 100)

  • คำเตือน: ในตลาด Forex ต้องระวังเรื่อง Leverage ให้ดี การเปิด Lot Size ต้องคำนวณเผื่อว่าถ้าราคาลงไปถึงเส้นล่างสุด พอร์ตต้องไม่แตก!

________________________________
________________________________

🐻 กฎเหล็กของหมี: สำหรับมือใหม่ "อย่าถี่เกินไป!" ต้องเช็คเสมอว่า กำไรต่อไม้ (Profit per Grid) ต้องมากกว่า ค่าธรรมเนียม (Spread + Commission) อย่างน้อย 2-3 เท่า ไม่งั้นคุณจะเทรดเพื่อเลี้ยงโบรคเกอร์ ไม่ได้เลี้ยงตัวเองครับ!

________________________________

🔑บทสรุป EP.3

การปรับจูน Parameters คือศิลปะแห่งความ "พอดี"

  • กว้างไปก็เงินจม

  • แคบไปก็หลุดกรอบ

  • ถี่ไปก็เสียค่าธรรมเนียม

  • ห่างไปก็เหงา

ไม่มีค่า Setting ไหนที่ดีที่สุดในโลก มีแต่ค่าที่ "เหมาะกับจริตและเงินทุนของคุณ" ครับ