EP.2: Grid Trading - วางตารางแต่ละแบบมันเป็นยังไงนะ? ระหว่าง Arithmetic vs Geometric Grids
TEDDY INVESTORGRID TRADING
มาลุยกันต่อที่ EP.2 ครับ! ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าเราจะเป็น "พ่อค้า"
แต่คำถามต่อมาคือ... "เราควรวางสินค้า (Grid) ถี่แค่ไหนดี?" จะวางทุกๆ 10 บาท? หรือวางทุกๆ 1%? ตรงนี้แหละครับที่ "คณิตศาสตร์" จะเข้ามาช่วย แต่ไม่ต้องห่วงครับ หมีจะอธิบายให้ง่ายเหมือนปอกกล้วย เด็กประถมก็เข้าใจได้แน่นอน!
เพื่อนๆ ลองจินตนาการว่าเรากำลังจะสร้าง "บันได" เพื่อปีนเก็บกำไรนะครับ ในโลกของ Grid Trading บันไดมี 2 แบบหลักๆ คือ
บันไดขั้นเท่ากันเป๊ะๆ (Arithmetic)
บันไดที่ขั้นยิ่งสูง ยิ่งกว้าง (Geometric)
เรามาดูไส้ในกันทีละตัวครับ


________________________________
1. Arithmetic Grid (บันไดขั้นเท่ากัน) 📏
ฉายา: ไม้บรรทัดวัดกำไร
อันนี้คือแบบที่เข้าใจง่ายที่สุด และนิยมใช้ที่สุดในตลาด Forex และทองคำครับ
หลักการ: เรากำหนดไปเลยว่า จะวาง Grid ทุกๆ กี่ "บาท" หรือกี่ "จุด"
วิธีคิด: ระยะห่างระหว่างเส้น "เท่ากันเสมอ" ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปสูงแค่ไหน
ตัวอย่าง (ร้านทองพี่หมี):
ราคาทองปัจจุบัน: 2,000
ตั้งค่า Grid: ห่างทุกๆ 10 หน่วย (Arithmetic)
หน้าตาของ Grid จะเป็นแบบนี้:
⬆️ 2,020 (ห่าง 10)
⬆️ 2,010 (ห่าง 10)
⏺️ 2,000 (ราคาเริ่ม)
⬇️ 1,990 (ห่าง 10)
⬇️ 1,980 (ห่าง 10)
✅ข้อดี:
✅ คำนวณกำไรเป็น "ตัวเงิน" ง่ายมาก: เรารู้เลยว่าถ้าแมทช์ 1 ไม้ เราจะได้กำไร $10 แน่ๆ (หักค่าธรรมเนียมแล้ว)
✅ เหมาะกับ Sideway: เหมาะกับกราฟที่วิ่งในกรอบชัดเจน เช่น ทองคำวิ่ง 1980-2020
❌ข้อเสีย:
❌ กำไร "ได้น้อย" เมื่อราคาสูงขึ้น (Diminishing Return in %):
สมมติเราตั้งกำไรไว้ไม้ละ $10
ตอนทองราคา $1,000... กำไร $10 คิดเป็น 1% (เยอะนะ!)
แต่พอทองพุ่งไป $2,000... กำไร $10 จะคิดเป็นแค่ 0.5%
สรุป: ยิ่งราคาสินค้าแพงขึ้น ความหอมหวานของกำไรต่อไม้จะลดลงเรื่อยๆ (ในแง่เปอร์เซ็นต์) ทั้งที่เราใช้เงินลงทุนเท่าเดิม
❌ เปลืองกระสุนตอนราคาตก (Capital Inefficiency):
ถ้าราคาร่วงหนักๆ Grid แบบนี้จะยังคงซื้อถี่ๆ เหมือนเดิม (เช่น ทุกๆ 10 จุด) ทำให้เรา "กระสุนหมดไว"
แทนที่จะเก็บเงินไว้รอช้อนซื้อที่ก้นหลุมลึกๆ ดันเอาไปซื้อรับมีดระหว่างทางจนหมดซะก่อน
________________________________
🔑บทสรุป EP.2
Arithmetic: คือบันไดขั้นเท่ากัน เหมาะกับพ่อค้าที่ชอบความแน่นอน (Forex/Gold)
Geometric: คือบันไดขยายตัว เหมาะกับนักลงทุนที่มองการเติบโตระยะยาว (Crypto)
ตอนนี้เรารู้แล้วว่า Grid มี 2 ประเภท... แต่เดี๋ยวก่อน! การจะสร้างตาข่ายให้จับปลาได้จริง มันต้องมีการตั้งค่า Parameters (ส่วนประกอบของตาข่าย) ให้เป๊ะ ต้องตั้งเส้นบนสุดเท่าไหร่? เส้นล่างสุดเท่าไหร่? และกี่เส้นถึงจะพอดี?
ใน EP.3 หมีจะพาไปจับมือทำ "การตั้งค่า Grid Step-by-Step" ครับ เตรียมจดสูตรได้เลย!
________________________________
2. Geometric Grid (บันไดเปอร์เซ็นต์) 📈
ฉายา: ดอกเบี้ยทบต้น
อันนี้จะซับซ้อนขึ้นนิดนึง แต่เหมาะมากสำหรับสินทรัพย์ที่ "เติบโตเร็ว" (Growth Asset)
หลักการ: เรากำหนดระยะห่างเป็น "เปอร์เซ็นต์ (%)"
วิธีคิด: ยิ่งราคาสูงขึ้น ระยะห่างของช่อง Grid จะ "กว้างขึ้นเรื่อยๆ"
ตัวอย่าง (ร้านคริปโตพี่หมี):
ราคาเหรียญ A: 100 บาท
ตั้งค่า Grid: ห่างทุกๆ 10% (Geometric)
หน้าตาของ Grid จะเป็นแบบนี้ (ลองกดเครื่องคิดเลขตามนะครับ):
⏺️ 100 บาท (ราคาเริ่ม)
⬆️ ชั้นที่ 1: 100 + 10% = 110 บาท (ห่าง 10 บาท)
⬆️ ชั้นที่ 2: 110 + 10% = 121 บาท (ห่าง 11 บาท! กว้างขึ้นแล้ว)
⬆️ ชั้นที่ 3: 121 + 10% = 133.1 บาท (ห่าง 12.1 บาท! กว้างขึ้นอีก)
✅ข้อดี:
✅ รักษา Ratio กำไร: ไม่ว่าราคาจะพุ่งไป 1,000 บาท หรือ 10,000 บาท เราก็ยังได้กำไร 10% ต่อไม้เสมอ
✅ เหมาะกับเทรนด์ยาวๆ: เหมาะกับหุ้นซิ่ง หรือคริปโตที่ราคาพุ่งแรงๆ เพราะถ้าใช้แบบ Arithmetic ช่วงราคาสูงๆ Grid จะถี่เกินไปจนรับประทานค่าธรรมเนียมหมด
❌ข้อเสีย:
ถึงจะเหมาะกับสินทรัพย์เติบโต แต่ถ้าเอามาใช้ผิดที่ ก็ปวดหัวได้เหมือนกันครับ:
❌ ที่ราคาสูงๆ จะ "เงียบเหงา" มาก (Lower Frequency):
เนื่องจากยิ่งราคาสูง ช่องว่างยิ่งกว้าง
สมมติ Bitcoin ไปที่ $100,000 แล้วเราตั้งห่าง 10% แปลว่าราคาต้องขยับถึง $10,000 เลยนะ ถึงจะแมทช์สักไม้!
ผลลัพธ์: กราฟขยับตั้งเยอะ แต่เราไม่ได้ตังค์ (Cash Flow หาย) เพราะมันยังไม่ชนเส้น
❌ กำไรที่เป็น "ตัวเงิน" ไม่เท่ากัน (Inconsistent Cash Amount):
ไม้ล่างๆ (ราคาถูก) กำไรต่อไม้จะเป็นเงินน้อย (เช่น 10% ของ 100 บาท = 10 บาท)
ไม้บนๆ (ราคาแพง) กำไรต่อไม้จะเป็นเงินเยอะ (เช่น 10% ของ 1,000 บาท = 100 บาท)
ผลลัพธ์: ทำให้กะเกณฑ์กระแสเงินสดรายวันยากกว่าแบบแรก เดี๋ยวได้น้อย เดี๋ยวได้เยอะ
3. สรุปความต่าง (ฉบับอนุบาลหมีน้อย) 🐻


🐻 ตารางสรุปข้อเสีย
________________________________


