EP.2: Grid Trading - วางตารางแต่ละแบบมันเป็นยังไงนะ? ระหว่าง Arithmetic vs Geometric Grids

TEDDY INVESTORGRID TRADING

1/2/20261 min read

มาลุยกันต่อที่ EP.2 ครับ! ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าเราจะเป็น "พ่อค้า"

แต่คำถามต่อมาคือ... "เราควรวางสินค้า (Grid) ถี่แค่ไหนดี?" จะวางทุกๆ 10 บาท? หรือวางทุกๆ 1%? ตรงนี้แหละครับที่ "คณิตศาสตร์" จะเข้ามาช่วย แต่ไม่ต้องห่วงครับ หมีจะอธิบายให้ง่ายเหมือนปอกกล้วย เด็กประถมก็เข้าใจได้แน่นอน!

เพื่อนๆ ลองจินตนาการว่าเรากำลังจะสร้าง "บันได" เพื่อปีนเก็บกำไรนะครับ ในโลกของ Grid Trading บันไดมี 2 แบบหลักๆ คือ

  1. บันไดขั้นเท่ากันเป๊ะๆ (Arithmetic)

  2. บันไดที่ขั้นยิ่งสูง ยิ่งกว้าง (Geometric)

เรามาดูไส้ในกันทีละตัวครับ

________________________________

1. Arithmetic Grid (บันไดขั้นเท่ากัน) 📏

ฉายา: ไม้บรรทัดวัดกำไร

อันนี้คือแบบที่เข้าใจง่ายที่สุด และนิยมใช้ที่สุดในตลาด Forex และทองคำครับ

  • หลักการ: เรากำหนดไปเลยว่า จะวาง Grid ทุกๆ กี่ "บาท" หรือกี่ "จุด"

  • วิธีคิด: ระยะห่างระหว่างเส้น "เท่ากันเสมอ" ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปสูงแค่ไหน

ตัวอย่าง (ร้านทองพี่หมี):

  • ราคาทองปัจจุบัน: 2,000

  • ตั้งค่า Grid: ห่างทุกๆ 10 หน่วย (Arithmetic)

หน้าตาของ Grid จะเป็นแบบนี้:

  • ⬆️ 2,020 (ห่าง 10)

  • ⬆️ 2,010 (ห่าง 10)

  • ⏺️ 2,000 (ราคาเริ่ม)

  • ⬇️ 1,990 (ห่าง 10)

  • ⬇️ 1,980 (ห่าง 10)

✅ข้อดี:

  • คำนวณกำไรเป็น "ตัวเงิน" ง่ายมาก: เรารู้เลยว่าถ้าแมทช์ 1 ไม้ เราจะได้กำไร $10 แน่ๆ (หักค่าธรรมเนียมแล้ว)

  • เหมาะกับ Sideway: เหมาะกับกราฟที่วิ่งในกรอบชัดเจน เช่น ทองคำวิ่ง 1980-2020

❌ข้อเสีย:

  • กำไร "ได้น้อย" เมื่อราคาสูงขึ้น (Diminishing Return in %):

    • สมมติเราตั้งกำไรไว้ไม้ละ $10

    • ตอนทองราคา $1,000... กำไร $10 คิดเป็น 1% (เยอะนะ!)

    • แต่พอทองพุ่งไป $2,000... กำไร $10 จะคิดเป็นแค่ 0.5%

    • สรุป: ยิ่งราคาสินค้าแพงขึ้น ความหอมหวานของกำไรต่อไม้จะลดลงเรื่อยๆ (ในแง่เปอร์เซ็นต์) ทั้งที่เราใช้เงินลงทุนเท่าเดิม

  • เปลืองกระสุนตอนราคาตก (Capital Inefficiency):

    • ถ้าราคาร่วงหนักๆ Grid แบบนี้จะยังคงซื้อถี่ๆ เหมือนเดิม (เช่น ทุกๆ 10 จุด) ทำให้เรา "กระสุนหมดไว"

    • แทนที่จะเก็บเงินไว้รอช้อนซื้อที่ก้นหลุมลึกๆ ดันเอาไปซื้อรับมีดระหว่างทางจนหมดซะก่อน

________________________________

🔑บทสรุป EP.2

  • Arithmetic: คือบันไดขั้นเท่ากัน เหมาะกับพ่อค้าที่ชอบความแน่นอน (Forex/Gold)

  • Geometric: คือบันไดขยายตัว เหมาะกับนักลงทุนที่มองการเติบโตระยะยาว (Crypto)

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า Grid มี 2 ประเภท... แต่เดี๋ยวก่อน! การจะสร้างตาข่ายให้จับปลาได้จริง มันต้องมีการตั้งค่า Parameters (ส่วนประกอบของตาข่าย) ให้เป๊ะ ต้องตั้งเส้นบนสุดเท่าไหร่? เส้นล่างสุดเท่าไหร่? และกี่เส้นถึงจะพอดี?

ใน EP.3 หมีจะพาไปจับมือทำ "การตั้งค่า Grid Step-by-Step" ครับ เตรียมจดสูตรได้เลย!

________________________________

2. Geometric Grid (บันไดเปอร์เซ็นต์) 📈

ฉายา: ดอกเบี้ยทบต้น

อันนี้จะซับซ้อนขึ้นนิดนึง แต่เหมาะมากสำหรับสินทรัพย์ที่ "เติบโตเร็ว" (Growth Asset)

  • หลักการ: เรากำหนดระยะห่างเป็น "เปอร์เซ็นต์ (%)"

  • วิธีคิด: ยิ่งราคาสูงขึ้น ระยะห่างของช่อง Grid จะ "กว้างขึ้นเรื่อยๆ"

ตัวอย่าง (ร้านคริปโตพี่หมี):

  • ราคาเหรียญ A: 100 บาท

  • ตั้งค่า Grid: ห่างทุกๆ 10% (Geometric)

หน้าตาของ Grid จะเป็นแบบนี้ (ลองกดเครื่องคิดเลขตามนะครับ):

  • ⏺️ 100 บาท (ราคาเริ่ม)

  • ⬆️ ชั้นที่ 1: 100 + 10% = 110 บาท (ห่าง 10 บาท)

  • ⬆️ ชั้นที่ 2: 110 + 10% = 121 บาท (ห่าง 11 บาท! กว้างขึ้นแล้ว)

  • ⬆️ ชั้นที่ 3: 121 + 10% = 133.1 บาท (ห่าง 12.1 บาท! กว้างขึ้นอีก)

✅ข้อดี:

  • รักษา Ratio กำไร: ไม่ว่าราคาจะพุ่งไป 1,000 บาท หรือ 10,000 บาท เราก็ยังได้กำไร 10% ต่อไม้เสมอ

  • เหมาะกับเทรนด์ยาวๆ: เหมาะกับหุ้นซิ่ง หรือคริปโตที่ราคาพุ่งแรงๆ เพราะถ้าใช้แบบ Arithmetic ช่วงราคาสูงๆ Grid จะถี่เกินไปจนรับประทานค่าธรรมเนียมหมด

❌ข้อเสีย:

ถึงจะเหมาะกับสินทรัพย์เติบโต แต่ถ้าเอามาใช้ผิดที่ ก็ปวดหัวได้เหมือนกันครับ:

  • ที่ราคาสูงๆ จะ "เงียบเหงา" มาก (Lower Frequency):

    • เนื่องจากยิ่งราคาสูง ช่องว่างยิ่งกว้าง

    • สมมติ Bitcoin ไปที่ $100,000 แล้วเราตั้งห่าง 10% แปลว่าราคาต้องขยับถึง $10,000 เลยนะ ถึงจะแมทช์สักไม้!

    • ผลลัพธ์: กราฟขยับตั้งเยอะ แต่เราไม่ได้ตังค์ (Cash Flow หาย) เพราะมันยังไม่ชนเส้น

  • กำไรที่เป็น "ตัวเงิน" ไม่เท่ากัน (Inconsistent Cash Amount):

    • ไม้ล่างๆ (ราคาถูก) กำไรต่อไม้จะเป็นเงินน้อย (เช่น 10% ของ 100 บาท = 10 บาท)

    • ไม้บนๆ (ราคาแพง) กำไรต่อไม้จะเป็นเงินเยอะ (เช่น 10% ของ 1,000 บาท = 100 บาท)

    • ผลลัพธ์: ทำให้กะเกณฑ์กระแสเงินสดรายวันยากกว่าแบบแรก เดี๋ยวได้น้อย เดี๋ยวได้เยอะ

3. สรุปความต่าง (ฉบับอนุบาลหมีน้อย) 🐻

🐻 ตารางสรุปข้อเสีย

________________________________
________________________________