"เกมนี้ใครชนะ? เมื่อรัฐบาลเป็นหนี้หัวโต แต่คนรับกรรมคือคนฝากเงิน" รู้จักกับ Financial Repression

TEDDY INVESTORGRID TRADING

2/14/20261 min read

Financial Repression (การกดขี่ทางการเงิน) คือนโยบายทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลและธนาคารกลางใช้เพื่อ "ลดหนี้ของประเทศ" โดยการโอนความมั่งคั่งจาก "ผู้ออมเงิน" ไปสู่ "ผู้กู้" (ซึ่งรายใหญ่ที่สุดก็คือรัฐบาลเอง) แบบเนียนๆ โดยไม่ต้องประกาศขึ้นภาษี

________________________________

1. หลักการพื้นฐาน: "ภาษีที่มองไม่เห็น" 👻

สมมติว่าคุณให้รัฐบาลยืมเงิน 100 บาท (ผ่านการซื้อพันธบัตร) โดยรัฐสัญญาว่าจะให้ดอกเบี้ยคุณ 2% ต่อปี

  • ครบ 1 ปี คุณได้เงินคืน 102 บาท

แต่ในปีนั้น ข้าวของแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) 5%

  • แปลว่าเงิน 100 บาทของคุณ เดิมซื้อข้าวมันไก่ได้ 2 จาน ตอนนี้ซื้อได้ไม่ถึง 2 จานแล้ว

  • ค่าของเงินคุณหายไปจริงๆ คือ -3% (ดอกเบี้ย 2% - เงินเฟ้อ 5%)

ผลลัพธ์:

  • คุณ (เจ้าหนี้/ผู้ออม): ขาดทุน อำนาจการซื้อลดลง (เหมือนโดนเก็บภาษีทางอ้อม)

  • รัฐบาล (ลูกหนี้): ยิ้มหวาน เพราะคืนหนี้ด้วยเงินที่มีค่าน้อยลง (หนี้ลดลงในมูลค่าจริง)

นี่แหละครับคือหัวใจของ Financial Repression คือการทำให้ อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ (Negative Real Interest Rates) เป็นเวลานานๆ

________________________________
________________________________

2. รัฐบาลทำได้อย่างไร? (เครื่องมือที่ใช้) 🛠️

รัฐบาลไม่ได้แค่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ใช้กลไกบังคับตลาด:

  1. กดดอกเบี้ยให้ต่ำติดดิน: ธนาคารกลางตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ต่ำมากๆ แม้เงินเฟ้อจะเริ่มมา

  2. บังคับให้คนมาซื้อหนี้ (Captive Audience): ออกกฎหมายบังคับให้กองทุนบำเหน็จบำนาญ, ประกันสังคม, หรือธนาคารพาณิชย์ "ต้อง" ถือพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วนที่สูง (ไม่งั้นผิดกฎ) ทำให้รัฐบาลมีแหล่งเงินกู้ราคาถูกตลอดเวลา

  3. ควบคุมเงินทุนไหลออก (Capital Controls): ในบางประเทศจะห้ามไม่ให้คนขนเงินหนีไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อบีบให้เงินต้องหมุนเวียนและซื้อพันธบัตรในประเทศเท่านั้น

4. ใครได้ใครเสีย? ⚖️

  • ผู้ชนะ (Winner):

    • รัฐบาล: หนี้ลดลง ต้นทุนการกู้ยืมถูก

    • ลูกหนี้รายใหญ่: บริษัทใหญ่ๆ ที่กู้เงินมาลงทุนได้ดอกเบี้ยถูก

    • ราคาสินทรัพย์: หุ้นและอสังหาฯ มักจะพุ่งขึ้นเพราะคนหนีจากเงินฝาก

  • ผู้แพ้ (Loser):

    • คนฝากเงินกินดอกเบี้ย: คนแก่, คนเกษียณที่หวังพึ่งดอกเบี้ยเงินฝาก

    • มนุษย์เงินเดือน: ที่เงินเดือนขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ และมูลค่าเงินเก็บลดลง

    • กองทุนบำนาญ: เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรต่ำเกินไป อาจไม่มีเงินพอจ่ายคนเกษียณในอนาคต

3. ตัวอย่างในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน 🌍

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1945 - 1980) [ตัวอย่างคลาสสิก]

หลังจากรบกันจนกระเป๋าฉีก สหรัฐฯ และอังกฤษมีหนี้มหาศาล (หนี้สูงกว่า GDP มาก)

  • วิธีแก้: รัฐบาลตรึงดอกเบี้ยไว้ต่ำมาก แต่ปล่อยให้เงินเฟ้อสูงหน่อยๆ

  • ผลลัพธ์: ตลอด 30 ปี หนี้สาธารณะต่อ GDP ของทั้งสองประเทศลดฮวบลงอย่างมาก ไม่ใช่เพราะเขาใช้หนี้เก่ง แต่เพราะ "เงินเฟ้อ" ช่วยกินมูลค่าหนี้ไปให้

ยุคปัจจุบัน (Post-2008 & Covid-19)

หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และโควิด รัฐบาลทั่วโลกพิมพ์เงินออกมาเยอะมาก และหนี้ท่วม

  • เราจึงเห็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (0.25% - 1%) มาเป็นสิบปี ในขณะที่ข้าวของแพงขึ้นทุกปี

  • นี่คือ Financial Repression รูปแบบใหม่ ที่บีบให้คนออมเงินต้องดิ้นรนไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น, คริปโต, อสังหาฯ) เพราะฝากแบงก์แล้วจนลง

________________________________

💡 สรุป

Financial Repression คือวิธีที่รัฐบาล "ลดหนี้ตัวเองโดยใช้เงินเฟ้อ" และ "บังคับให้คนออมรับผลตอบแทนต่ำๆ" เพื่อถ่ายเทความมั่งคั่งจากกระเป๋าเราไปโปะหนี้สาธารณะนั่นเองครับ

________________________________

แล้วทำไมคนถึงต้องถ่ายเทความมั่งคั่งไปโปะหนี้สาธารณะ?🤔

คนส่วนใหญ่ไม่ได้ "เต็มใจ" จะถ่ายเทความมั่งคั่งของตัวเองไปช่วยรัฐบาลโปะหนี้หรอกครับ แต่ที่มันเกิดขึ้นเพราะ "ถูกบังคับทางอ้อม" ผ่านกลไกที่รัฐวางไว้ครับ

1. เพราะรัฐบาล "ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า" (The Least Bad Option)

เมื่อรัฐบาลมีหนี้มหาศาล (เช่น หลังโควิด หรือสงคราม) รัฐมีวิธีจัดการหนี้แค่ 3 ทาง:

  1. รัดเข็มขัด (Austerity): ลดรายจ่าย เลิกโครงการประชานิยม -> ผล: เศรษฐกิจพัง คนด่า รัฐบาลสอบตก

  2. เบี้ยวหนี้ (Default): ประกาศไม่จ่าย -> ผล: ประเทศเสียเครดิต ค่าเงินพัง นักลงทุนหนี

  3. รีดภาษีทางอ้อม (Financial Repression): กดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าเงินเฟ้อ -> ผล: คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ตัว (เพราะตัวเลขเงินในบัญชีเท่าเดิม แต่มูลค่าลดลง)

สรุป: รัฐเลือกวิธีนี้เพราะ "เจ็บน้อยที่สุดทางการเมือง" และทำได้แนบเนียนที่สุดครับ

________________________________

2. เพราะมีกฎหมายบังคับให้ "ต้องซื้อ" (Captive Audience)

นี่คือกลไกสำคัญครับ รัฐไม่ได้รอให้คนมาซื้อพันธบัตรด้วยความสมัครใจอย่างเดียว แต่มีการออกกฎระเบียบ (Regulation) บังคับสถาบันการเงิน:

  • ธนาคารพาณิชย์: กฎหมาย (เช่น Basel III) บังคับให้ธนาคารต้องถือ "สินทรัพย์สภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำ" (High Quality Liquid Assets) ซึ่งก็คือ พันธบัตรรัฐบาล นั่นเอง

  • กองทุนประกันสังคม / กองทุนบำนาญ: กฎหมายกำหนดว่ากองทุนเหล่านี้ต้องลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำในสัดส่วนที่สูงมาก (เช่น ต้องถือพันธบัตร 60-70% ของพอร์ต)

ผลลัพธ์: เงินฝากของประชาชนที่อยู่ในแบงก์ หรือเงินที่ถูกหักเข้าประกันสังคม ถูกบังคับให้ไหลไปซื้อหนี้รัฐบาลโดยอัตโนมัติ แม้ดอกเบี้ยจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหนก็ตาม

________________________________

3. ปรากฏการณ์ "ต้มกบ" (Money Illusion) 🐸

คนส่วนใหญ่มีภาวะที่เรียกว่า Money Illusion คือโฟกัสแต่ "ตัวเลข" (Nominal) มากกว่า "มูลค่าจริง" (Real)

  • ตัวอย่าง: ถ้าฝากเงิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1%

    • สิ้นปีเห็นเงินเพิ่มเป็น 1,010,000 บาท $\rightarrow$ คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า "รวยขึ้น" (หรืออย่างน้อยเงินต้นก็ไม่หาย)

    • แต่ความจริงของแพงขึ้น 5% (เงินเฟ้อ) $\rightarrow$ อำนาจซื้อจริงเหลือแค่ 960,000 บาท

  • คนจึงยอมทิ้งเงินไว้ในระบบธนาคาร (ซึ่งธนาคารก็เอาไปปล่อยกู้ให้รัฐต่อ) เพราะรู้สึกว่า "ปลอดภัย" กว่าการเอาไปเสี่ยงในหุ้นหรือคริปโต

________________________________

💡 สรุปภาพรวม

การที่ความมั่งคั่งถูกถ่ายเทไปโปะหนี้สาธารณะ ไม่ใช่การ "บริจาค" แต่เป็น "การถูกปล้นแบบเงียบๆ" (Stealth Theft) ผ่าน:

  1. เงินเฟ้อ (ทำให้หนี้รัฐบาลมูลค่าลดลง)

  2. ดอกเบี้ยต่ำ (ทำให้รัฐจ่ายต้นทุนกู้น้อยลง)

  3. กฎระเบียบ (บังคับให้สถาบันการเงินต้องเอาเงินประชาชนมาปล่อยกู้ให้รัฐ)

นี่คือเหตุผลที่ในยุค Financial Repression นักลงทุนที่มีความรู้จึงต้องดิ้นรนเอาเงินออกจากเงินฝาก ไปหา Hard Assets (ทองคำ, อสังหาฯ, หุ้น) เพื่อหนีจากการเป็นผู้แบกรับหนี้สาธารณะนั่นเองครับ

________________________________